วันอาทิตย์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2553

TOKYO SONATA วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ

Tokyo Sonata บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลางชาวญี่ปุ่นธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งคุณสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั่วทุกมุมโลก พ่อ มีหน้าที่ทำงาน หารายได้เลี้ยงครอบครัว หน้าที่การงานมีความเจริญก้าวหน้าจนได้เป็นหัวหน้าแผนกในบริษัท แม่ ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน เลี้ยงดูลูกชายสองคนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น และ วัยที่เริ่มจะเป็นหนุ่ม ชีวิตของพวกเขาดำเนินมาอย่างเรียบง่าย เป็นขั้นตอน และดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใดๆ เลยแม้แต่น้อย  
       แต่ชีวิตก็คือชีวิต วันหนึ่งมันก็ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ปัญหาต่างๆ ที่เคยซุกซ่อนตัวอยู่เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ก็เผยตัวตนของมันออกมาอย่างเต็มตัว ครอบครัวเล็กๆ ที่เคยอยู่กันอย่างปกติสุข ก็อาจจะถึงคราวต้องล่มสลายลง ถ้าพวกเขาไม่คิดที่จะเรียนรู้และยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์           
      ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสังคมทุนนิยม ที่มีการแข่งขันกันในการทำงาน เมื่อผู้เป็นพ่อถูกให้ออกจากงาน จึงไม่กล้าบอกให้ทางบ้านรู้ และยังคงใช้ชีวิตเหมือนกับตอนที่ทำงานอยู่ ออกจากบ้านตรงเวลาและกลับบ้านตรงเวลา เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต แม่ผู้ที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลทุกคนในครอบครัว ในสังคมญี่ปุ่นพ่อจะเป็นหัวหน้าครอบครัว และทำงานเพื่อหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว แม่จะทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลอยู่กับบ้าน ลูกในภาพยนตร์เรื่องนี้จะมี2วัยด้วยกัน คือลูกคนโตในระดับมหาวิทยาลัย ที่ต้องการใช้ชีวิตแบบคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ลูกคนเล็กในระดับประถมปลาย ที่มีความคิดไม่เหมือนใครในห้องเรียน มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน
จากครอบครัวที่เคยอบอุ่นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นเลือกที่จะปิดบังปัญหาของตนไว้ ทำให้เกิดปัญหาครอบครัวในเวลาต่อมา การจะแก้ปัญหาใดๆ ได้จำเป็นที่จะต้องแก้ที่ต้นเหตุก่อน แต่ในเรื่องนี้เลือกที่หลีกหนีปัญหาโดยการไม่พูดกัน ทุกเช้าก็จะต้องโกหกกัน เพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย ในสังคมยุคปัจจุบันนี้เป็นสังคมแห่งการแข่งขัน ทำให้ปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวห่างหายไป ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ถ้าครอบครัวกล้าที่เปลี่ยนแปลงความคิด กล้าที่จะเปิดใจเข้าหากัน โดยหันหน้ามาคุยกันปัญหาต่างๆ อาจจะมีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้กว่าการที่เลือกจะหนีปัญหาก็เป็นไปได้  
ทฤษฎีสังคม
ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-Functional theory)
                แนวความคิดในการพัฒนาทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่เป็นผลมาจากการนำเอาแนวความคิดทางด้านชีววิทยามาใช้ โดยอุปมาว่า โครงสร้างของสังคมเป็นเสมือนร่างกายที่ประกอบไปด้วยเซลล์ต่าง ๆ และมองว่า หน้าที่ของสังคมก็คือ การทำหน้าที่ของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแต่ละส่วนจะช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อให้ระบบทั้งระบบมีชีวิตดำรงอยู่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัว ถ้าสมาชิกในครอบครัวไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ต่างฝ่ายต่างไม่มีการพูดคุยกัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาในครอบครัวได้ ดังนั้นสมาชิกในครอบครัวจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หันหน้ามาคุยกัน เพื่อที่ปัญหาต่างๆ จะได้คลี่คลายได้ ถึงแม้ว่าครอบครัวจะเป็นหน่วยเล็กๆ หน่วยหนึ่งในสังคม แต่การที่ครอบครัวเข้มแข็ง ก็ทำให้สังคมเข้มแข็งได้
หากเป็นพ่อ
พ่อจะต้องเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆ  กล้าที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ กล้าที่จะบอกความจริงกับครอบครัว ไม่ใช่หนีปัญหาโดยการไม่พูด ยอมลดศักดิ์ศรีของตนเองลงและยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลงอาชีพการงานที่ทำ กล้าที่จะเปิดใจกับครอบครัวเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
หากเป็นแม่
แม่จะต้องคอยดูแลสมาชิกทุกคนในครอบครัว เปิดใจคุยกันกับสมาชิกในครอบครัว มีเวลาให้กับครอบครัว ใส่ใจดูแลสามีและลูกๆให้ได้มากที่สุด และเป็นผู้ปะสานความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้น
หากเป็นพี่คนโต
พี่คนโตจะต้องพยายามปรับตัวเข้าหาสมาชิกในครอบครัว ทำตัวเป็นลูกที่ดี กลับบ้านให้ตรงเวลา เพื่อที่จะมีเวลาอยู่กับครอบครัวนานขึ้น พูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวให้นานขึ้น ให้ความสำคัญกับการเรียนหนังสือ ช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระงานเท่าที่ตนจะทำได้
หากเป็นน้องคนเล็ก
น้องคนเล็กต้องทำตัวเป็นลูกที่ดี มีปัญหาใดๆ ก็ต้องปรึกษาพ่อแม่ก่อนที่จะทำอะไรลงไป ยอมรับเหตุผลของพ่อแม่ และต้องแสดงให้พ่อแม่เห็นถึงพรสวรรค์ที่แท้จริง ให้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่
หากเป็นตัวเอง
หน้าที่หลักของลูกก็คือการเรียนหนังสือ จะต้องตั้งใจเรียน ให้เวลากับครอบครัวให้มากๆ ร่วมทำกิจกรรมกับครอบครัว มีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว กล้าที่จะพูดคุยกับคนในครอบครัวเมื่อต้องการคำปรึกษาหรือเกิดปัญหาต่าง ๆ เผื่อจะมีแนวทางแก้ไขที่ดีขึ้น ยอมรับฟังเหตุและผลของคนในครอบครัว ใส่ใจทุกข์สุขของคนในครอบครัว และรักครอบครัวให้มากๆ
อื่นๆ
ทุกปัญหามักมีทางออก แต่การแก้ปัญหาในบางเรื่องก็อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้ เช่นในเรื่องนี้ เพื่อนของพ่อเลือกที่จะแก้ปัญหาการว่างงานด้วยงานฆ่าตัวตาย ทำให้ลูกของเขาต้องกำพร้าพ่อแม่ ถ้าเขาเลือกแก้ไขปัญหาโดยการที่จะพูดคุยกับครอบครัว ไม่หาวิธีการโกหกต่างๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะมีทางออกที่ดีกว่าในเรื่องนี้ก็เป็นไปได้
ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ TOKYO SONATAR
สภาพสังคมทุนนิยมที่มีการแข่งขันการทำงานสูง ทำให้คนที่ต้องถูกออกจากงานมีจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในยุคปัจจุบันที่ต้องมีทั้งผู้ที่สมหวัง และผู้ที่ผิดหวังในการทำงาน การที่ต้องทำงานทุกวัน ก็จะทำให้ปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวลดน้อยลง เมื่อมีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวก็ลดลง สมาชิกในครอบครัวก็จะพูดคุยกันน้อยลง เจอหน้ากันเฉพาะตอนที่กินข้าว เมื่อมีปัญหาใดๆก็จะหลีกหนีโดยการไม่พูดหรือโกหกให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่การที่ทำแบบนี้ครอบครัวก็จะเกิดปัญหาขึ้น ทำให้อาจเกิดเป็นปัญหาครอบครัวได้ การที่กล้าจะเปิดใจเข้าหากัน พูดคุยกันก็จะทำให้ได้รู้ถึงปัญหาของแต่ละคนในครอบครัว ยอมรับฟังเหตุและผลของสมาชิก กล้าที่จะเปลี่ยนแนวคิด ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัว ครอบครัวต้องมีเวลาในการอยู่พร้อมหน้ากันมากขึ้น ก็จะทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้นได้ และจะต้องรักครอบครัวให้มากๆๆ
คำถามที่ยังค้างคาใจ
เพราะอะไรสมาชิกในครอบครัวจึงไม่เปิดใจหันหน้ามาคุยกันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปัญหาอุทกภัย

น้ำท่วมเมืองน่าน
ปัญหาภัยน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในแต่ละปีสร้างความเสียหายต่อประเทศเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะประชาชนก็จะได้รับความเดือดร้อน  สำหรับที่จ.น่านนั้น ประสบกับปัญหาอุกภัยแทบทุกปี โดยในปี พ.ศ. 2549 เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดของจังหวัด นับว่าหนักที่สุดในรอบ 40 กว่าปี และในปี 2553 ก็เกิดอุทกภัยอีก แต่ยังไม่หนักเท่ากับปี 49 แต่ก็สร้างความเสียหายกับจังหวัดได้มาก ซึ่งพื้นที่น้ำท่วมส่วนใหญ่นั้นจะเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่มีการเพาะปลูกพืช นานาชนิด โดยส่วนมากจะเป็นข้าว ทำให้ประชาชนที่เป็นเกษตรกร ได้รับความเสียหายจากการที่ผลผลิตทางการเกษตรถูกน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก
ภาพ: ทางเข้าโรงเรียนสตรีศรีน่าน

ในช่วงปี พ.ศ. 2549 เป็นช่วงที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีศรีน่าน จ.น่าน ซึ่งโรงเรียนที่ข้าพเจ้าศึกษาอยู่นั้นก็ถูกน้ำท่วม อาคารต่าง ๆ ของโรงเรียนได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดของโรงเรียนที่ถูกน้ำท่วมเสียหายทั้งหมด ห้องคอมพิวเตอร์ โรงอาหาร ห้องเรียน และห้องพักของอาจารย์ โดยช่วงที่เกิดน้ำท่วมในโรงเรียนนั้น ข้าพเจ้าอยู่ที่บ้านและติดตามอสถานการณ์น้ำท่วมโดยตลอดทางวิทยุ ทำให้ทราบว่าโรงเรียนที่ข้าพเจ้าเรียนอยู่ถูกน้ำท่วมด้วย ซึ่งตั้งแต่ข้าพเจ้ามาเรียนที่โรงเรียนนี้เกือบ 6 ปี ยังไม่พบกับเหตุการณ์ที่น้ำท่วมโรงเรียนเลย หลังจากที่น้ำลดลงแล้วข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ก็ได้ไปช่วยทำความสะอาดที่โรงเรียน เป็นเวลาหลายวัน และโรงเรียนก็สามารถเปิดเรียนได้ตามปกติ เป็นเหตุการณ์ที่ข้าพเจ้าภูมิใจมากที่ได้มีส่วนร่วมในการช่วยทำความสะอาดโรงเรียนจากการที่ถูกน้ำท่วม ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เห็นความร่วมมือร่วมใจ ความสามัคคีของคนในโรงเรียนและชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงที่มาช่วยทำความสะอาดโรงเรียน
 ในช่วงที่เกิดน้ำท่วมเมื่อปี 2549 บ้านย่าของข้าพเจ้าก็ถูกน้ำท่วมด้วย น้ำท่วมสูงกว่า 2เมตร แต่ก็ยังดีที่บ้านของย่า ชั้นที่สองอยู่สูงกว่าระดับน้ำเกือบ 1เมตร จึงสามารถอยู่บริเวณชั้นสองได้ ส่วนบ้านหลังอื่นบริเวณใกล้เคียงที่อยู่ระดับต่ำกว่า ก็ต้องมีการอพยพผู้คนไปไว้บนที่สูง ในช่วงที่น้ำท่วมนั้นยังดีที่สัญญาณโทรศัพท์ใช้ได้ จึงยังสามารถติดต่อกับย่าได้ น้ำท่วมอยู่ประมาณ 3 วัน น้ำก็เริ่มลด ข้าพเจ้าและพ่อแม่จึงได้เดินทางไปยังบ้านย่า แต่รถยนต์ยังไม่สามารถเข้าได้ จึงต้องพายเรือเข้าไป ซึ่งในตอนที่พายเรือเข้าไปน้ำยังสูงมากกว่า 1 เมตร เมื่อผ่านไปอีก 1คืน น้ำก็ลดลงสู่ภาวะปกติ ข้าพเจ้าก็ช่วยกับครอบครัวในการทำความสะอาดบ้านย่า ที่ถูกน้ำท่วม

เพื่อที่จะให้ทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นจึงจะขอนำเอาสรุปเหตุที่เกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมเมืองน่านมาลงรายละเอียดไว้
อิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลาง ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องความกดอากาศต่ำกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือตอนบน ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือตอนบนมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ จ.น่าน เกิดน้ำท่วมหนักจนสถานการณ์เข้าสู่ขั้นวิกฤติ   
น้ำในแม่น้ำน่านมีระดับเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเอ่อล้นเข้าท่วมพื้นที่  ริมตลิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ อ.ท่าวังผา ได้รับผลกระทบมากที่สุด จากการวัดปริมาณน้ำในแม่น้ำน่านที่จุด อ.ท่าวังผา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2549 ที่ผ่านมา พบว่าปริมาณน้ำขึ้นสูงถึง 9.30 เมตร ซึ่งเลยจุดวิกฤติที่ 7 เมตร ทำให้น้ำไหลทะลักเข้าท่วมในพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ริมฝั่ง 2 ตำบล รวม 6 หมู่บ้าน คือ ต.ป่าคา และ ต.ศรีภูมิ บ้านเรือนกว่า 3,000 หลังคาเรือนจมอยู่ใต้บาดาล ระดับน้ำสูงถึง 3 เมตร เรียกว่าท่วมเกือบมิดหลังคาบ้าน ชาวบ้านต้องอพยพหนีตายขึ้นไปอยู่บนที่สูง
สำหรับเขตเทศบาลเมืองน่าน ระดับน้ำในแม่น้ำน่านได้ทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนที่อยู่ริมแม่น้ำน่าน อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ บ้านท่าลี บ้านพวงพยอม และบ้านดอนศรีเสริม ขณะที่ นายธาดา สุขปุณพันธ์ ผอ.ศูนย์อุทกวิทยาและระดับน้ำ ภาคเหนือตอนบน กรมชลประทาน เปิดเผยว่า ระดับน้ำที่วัดได้บริเวณสะพานผาขวาง อ.ท่าวังผา สูงถึง 13.50 ม. จากปกติ 6.50 เมตร และ น้ำท่วมครั้งนี้มีความรุนแรงเทียบเท่าเมื่อปี 2506 หรือ 43 ปีที่ผ่านมา    

ปัญหาอุทกภัย เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นแทบทุกปีของประเทศ แต่ละปีก็สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศเป็นอย่างมาก สำหรับเกษตรกรด้วยแล้ว เมื่อเกิดอุทกภัยขึ้นคราวใดก็จะได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่อาศัย แหล่งเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร โดยเฉพาะข้าวซึ่งถือได้ว่าเป็นอาหารหลักของประเทศก็จะได้รับความเสียหายไปด้วย ปัจจุบัน ปัญหาอุทกภัยก็ยังเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ในปี 2553 นี้ ก็เกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทย ซึ่งก็ได้รับความเสียหายไปตามๆ กัน และหลังจากน้ำลดก็จะต้องมีการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอีกมาก ถึงแม้ว่าจะเกิดน้ำท่วมคราใดแต่น้ำใจไทยก็ไม่เคยหมดไปจากสังคมไทย มีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ เป็นกำลังใจให้กับผู้ประสบภัยทุกท่านให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี และนำเอาบทเรียนจากที่เคยถูกน้ำท่วมมาปรับปรุงแก้ไข เพื่อที่จะได้ป้องกันอุทกภัยในครั้งต่อๆ ไป
Credit ภาพจาก: http://www.weekendhobby.com/offroad/webboard/Question.asp?ID=3269
ที่มา บทความจาก: bangkokbiznews

ผู้เขียน: นายศุภฤกษ์  จันต๊ะยอด 50045940 ปี 4 สาขาการสอนสังคมศึกษาฯ