Tokyo Sonata บอกเล่าเรื่องราวของครอบครัวชนชั้นกลางชาวญี่ปุ่นธรรมดาๆ ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งคุณสามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั่วทุกมุมโลก พ่อ มีหน้าที่ทำงาน หารายได้เลี้ยงครอบครัว หน้าที่การงานมีความเจริญก้าวหน้าจนได้เป็นหัวหน้าแผนกในบริษัท แม่ ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน เลี้ยงดูลูกชายสองคนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น และ วัยที่เริ่มจะเป็นหนุ่ม ชีวิตของพวกเขาดำเนินมาอย่างเรียบง่าย เป็นขั้นตอน และดูเหมือนจะไม่มีปัญหาใดๆ เลยแม้แต่น้อย
แต่ชีวิตก็คือชีวิต วันหนึ่งมันก็ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ปัญหาต่างๆ ที่เคยซุกซ่อนตัวอยู่เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ก็เผยตัวตนของมันออกมาอย่างเต็มตัว ครอบครัวเล็กๆ ที่เคยอยู่กันอย่างปกติสุข ก็อาจจะถึงคราวต้องล่มสลายลง ถ้าพวกเขาไม่คิดที่จะเรียนรู้และยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
แต่ชีวิตก็คือชีวิต วันหนึ่งมันก็ดำเนินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ปัญหาต่างๆ ที่เคยซุกซ่อนตัวอยู่เหมือนภูเขาน้ำแข็ง ก็เผยตัวตนของมันออกมาอย่างเต็มตัว ครอบครัวเล็กๆ ที่เคยอยู่กันอย่างปกติสุข ก็อาจจะถึงคราวต้องล่มสลายลง ถ้าพวกเขาไม่คิดที่จะเรียนรู้และยอมรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์
ภาพยนตร์เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสังคมทุนนิยม ที่มีการแข่งขันกันในการทำงาน เมื่อผู้เป็นพ่อถูกให้ออกจากงาน จึงไม่กล้าบอกให้ทางบ้านรู้ และยังคงใช้ชีวิตเหมือนกับตอนที่ทำงานอยู่ ออกจากบ้านตรงเวลาและกลับบ้านตรงเวลา เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต แม่ผู้ที่เป็นแม่บ้านคอยดูแลทุกคนในครอบครัว ในสังคมญี่ปุ่นพ่อจะเป็นหัวหน้าครอบครัว และทำงานเพื่อหาเลี้ยงสมาชิกในครอบครัว แม่จะทำหน้าที่เป็นแม่บ้านดูแลอยู่กับบ้าน ลูกในภาพยนตร์เรื่องนี้จะมี2วัยด้วยกัน คือลูกคนโตในระดับมหาวิทยาลัย ที่ต้องการใช้ชีวิตแบบคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ ลูกคนเล็กในระดับประถมปลาย ที่มีความคิดไม่เหมือนใครในห้องเรียน มีพรสวรรค์ในการเล่นเปียโน
จากครอบครัวที่เคยอบอุ่นเมื่อเกิดปัญหาขึ้นเลือกที่จะปิดบังปัญหาของตนไว้ ทำให้เกิดปัญหาครอบครัวในเวลาต่อมา การจะแก้ปัญหาใดๆ ได้จำเป็นที่จะต้องแก้ที่ต้นเหตุก่อน แต่ในเรื่องนี้เลือกที่หลีกหนีปัญหาโดยการไม่พูดกัน ทุกเช้าก็จะต้องโกหกกัน เพื่อความสบายใจของอีกฝ่าย ในสังคมยุคปัจจุบันนี้เป็นสังคมแห่งการแข่งขัน ทำให้ปฏิสัมพันธ์ของคนในครอบครัวห่างหายไป ทำให้เกิดปัญหาขึ้น ถ้าครอบครัวกล้าที่เปลี่ยนแปลงความคิด กล้าที่จะเปิดใจเข้าหากัน โดยหันหน้ามาคุยกันปัญหาต่างๆ อาจจะมีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้กว่าการที่เลือกจะหนีปัญหาก็เป็นไปได้
ทฤษฎีสังคม
ทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่ (Structural-Functional theory)
แนวความคิดในการพัฒนาทฤษฎีโครงสร้าง-หน้าที่เป็นผลมาจากการนำเอาแนวความคิดทางด้านชีววิทยามาใช้ โดยอุปมาว่า โครงสร้างของสังคมเป็นเสมือนร่างกายที่ประกอบไปด้วยเซลล์ต่าง ๆ และมองว่า หน้าที่ของสังคมก็คือ การทำหน้าที่ของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยแต่ละส่วนจะช่วยเหลือและเกื้อกูลซึ่งกันและกันเพื่อให้ระบบทั้งระบบมีชีวิตดำรงอยู่ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับครอบครัว ถ้าสมาชิกในครอบครัวไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ต่างฝ่ายต่างไม่มีการพูดคุยกัน ก็จะทำให้เกิดปัญหาในครอบครัวได้ ดังนั้นสมาชิกในครอบครัวจะต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หันหน้ามาคุยกัน เพื่อที่ปัญหาต่างๆ จะได้คลี่คลายได้ ถึงแม้ว่าครอบครัวจะเป็นหน่วยเล็กๆ หน่วยหนึ่งในสังคม แต่การที่ครอบครัวเข้มแข็ง ก็ทำให้สังคมเข้มแข็งได้
หากเป็นพ่อ
พ่อจะต้องเป็นผู้นำครอบครัวที่ดี เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกๆ กล้าที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ กล้าที่จะบอกความจริงกับครอบครัว ไม่ใช่หนีปัญหาโดยการไม่พูด ยอมลดศักดิ์ศรีของตนเองลงและยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลงอาชีพการงานที่ทำ กล้าที่จะเปิดใจกับครอบครัวเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
หากเป็นแม่
แม่จะต้องคอยดูแลสมาชิกทุกคนในครอบครัว เปิดใจคุยกันกับสมาชิกในครอบครัว มีเวลาให้กับครอบครัว ใส่ใจดูแลสามีและลูกๆให้ได้มากที่สุด และเป็นผู้ปะสานความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นขึ้น
หากเป็นพี่คนโต
พี่คนโตจะต้องพยายามปรับตัวเข้าหาสมาชิกในครอบครัว ทำตัวเป็นลูกที่ดี กลับบ้านให้ตรงเวลา เพื่อที่จะมีเวลาอยู่กับครอบครัวนานขึ้น พูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวให้นานขึ้น ให้ความสำคัญกับการเรียนหนังสือ ช่วยพ่อแม่แบ่งเบาภาระงานเท่าที่ตนจะทำได้
หากเป็นน้องคนเล็ก
น้องคนเล็กต้องทำตัวเป็นลูกที่ดี มีปัญหาใดๆ ก็ต้องปรึกษาพ่อแม่ก่อนที่จะทำอะไรลงไป ยอมรับเหตุผลของพ่อแม่ และต้องแสดงให้พ่อแม่เห็นถึงพรสวรรค์ที่แท้จริง ให้เวลากับครอบครัวอย่างเต็มที่
หากเป็นตัวเอง
หน้าที่หลักของลูกก็คือการเรียนหนังสือ จะต้องตั้งใจเรียน ให้เวลากับครอบครัวให้มากๆ ร่วมทำกิจกรรมกับครอบครัว มีปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัว กล้าที่จะพูดคุยกับคนในครอบครัวเมื่อต้องการคำปรึกษาหรือเกิดปัญหาต่าง ๆ เผื่อจะมีแนวทางแก้ไขที่ดีขึ้น ยอมรับฟังเหตุและผลของคนในครอบครัว ใส่ใจทุกข์สุขของคนในครอบครัว และรักครอบครัวให้มากๆ
อื่นๆ
ทุกปัญหามักมีทางออก แต่การแก้ปัญหาในบางเรื่องก็อาจทำให้เกิดปัญหาอื่นตามมาได้ เช่นในเรื่องนี้ เพื่อนของพ่อเลือกที่จะแก้ปัญหาการว่างงานด้วยงานฆ่าตัวตาย ทำให้ลูกของเขาต้องกำพร้าพ่อแม่ ถ้าเขาเลือกแก้ไขปัญหาโดยการที่จะพูดคุยกับครอบครัว ไม่หาวิธีการโกหกต่างๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะมีทางออกที่ดีกว่าในเรื่องนี้ก็เป็นไปได้
ข้อคิดที่ได้จากภาพยนตร์ TOKYO SONATAR
สภาพสังคมทุนนิยมที่มีการแข่งขันการทำงานสูง ทำให้คนที่ต้องถูกออกจากงานมีจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสังคมในยุคปัจจุบันที่ต้องมีทั้งผู้ที่สมหวัง และผู้ที่ผิดหวังในการทำงาน การที่ต้องทำงานทุกวัน ก็จะทำให้ปฏิสัมพันธ์กับคนในครอบครัวลดน้อยลง เมื่อมีเวลาให้กับครอบครัวน้อยลง ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวก็ลดลง สมาชิกในครอบครัวก็จะพูดคุยกันน้อยลง เจอหน้ากันเฉพาะตอนที่กินข้าว เมื่อมีปัญหาใดๆก็จะหลีกหนีโดยการไม่พูดหรือโกหกให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่การที่ทำแบบนี้ครอบครัวก็จะเกิดปัญหาขึ้น ทำให้อาจเกิดเป็นปัญหาครอบครัวได้ การที่กล้าจะเปิดใจเข้าหากัน พูดคุยกันก็จะทำให้ได้รู้ถึงปัญหาของแต่ละคนในครอบครัว ยอมรับฟังเหตุและผลของสมาชิก กล้าที่จะเปลี่ยนแนวคิด ยอมรับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเวลาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับครอบครัว ครอบครัวต้องมีเวลาในการอยู่พร้อมหน้ากันมากขึ้น ก็จะทำให้ครอบครัวอบอุ่นขึ้นได้ และจะต้องรักครอบครัวให้มากๆๆ
คำถามที่ยังค้างคาใจ
เพราะอะไรสมาชิกในครอบครัวจึงไม่เปิดใจหันหน้ามาคุยกันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

